posted on 14 Nov 2009 02:00 by mzhealthy in Diet
รอบตัวเด็กสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กสมัยนี้มีปัญหาโรคอ้วน
สอนนิสัยไม่ดี โรงเรียนมีบทบาทสำคัญเรื่องปัญหาน้ำหนัก เพราะไม่เน้นเรื่องการออกำลังกายมากเหมื่อนเมื่อก่อน และนักเรียนทำแต่กิจกรรมในร่ม เช่น คอมพิวเตอร์ ปัญหาอาชญากร ทำให้พ่อแม่ไม่ให้ลูกไปเล่นที่ปาร์ค ซึ่งสมัยก่อนถือว่าเป็นกิจกรรมปลอดภัยสูง ครอบครัวสมัยใหม่ให้ลูกกินขนมกรุบกรอบ กับขนมหวานเป็นอาหารเช้าก่อนเข้าเรียน พ่อแม่หลายคนไม่มีเวลาทำกับข้าวให้ลูก ได้กินแต่ของสำเร็จรูป หรือให้เลือกเองตามใจ แน่นอนว่าเด็กย่อมไม่รู้อะไรดีไม่ดี นอกจากสิ่งที่เลือกชอบใว้ก่อน
ทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี ทั้งครอบครัวต้องทำการเปลี่ยนแปลงพ่อแม่ต้องทำตนเป็นตัวอย่างที่ดีเพราะเด็กไม่ทำอะไรที่พ่อแม่ไม่ทำ ต้องหาเวลานั่งโต๊ะกินข้าวเช้ากันเป็นเรื่องเป็นราว มูลนิธิโภชนาการอาหารอังกฤษแนะให้เด็กกินผักวันละ 5 ส่วน ซึ่งไม่รวมมันฝรั่ง เด็กวัย 10 ขวบมักกินชิปเป็นอาหารหลัก หลายคนไม่กินผักเพราะพ่อแม่ตามใจ นั่นก็คือครอบครัวต้องกินผักให้หมดจาน เด็กไม่ชอบผักเพราะถูกบังคับ แต่ถ้าคุณตักผักให้ลูกแล้วเอ่ยปากชม เมื่อลูกกินก็ถือว่าเป็นกำลังใจที่ดี
มาตราการพิเศษ ในอนาคตเด็กอ้วนมีความเสี่ยงเรื่องสุขภาพ เช่น เบาหวานและโรคหัวใจ การไม่ได้รับวิตามินอย่างเพียงพอส่งผลถึงโรคกระดูกพรุน เด็กอ้วนมักมีปัญหาส่วนตัว ตรงโดนเพื่อนแกล้งและล้อเลียน
ทำตนให้กระปรี้กระเปร่าเข้าใว้ การป้องกันย่อมดีกว่าแก้ พ่อแม่ต้องกระปรีกระเปร่าร่วมกับลูก หนุนให้ลูกกินเพื่อสุขภาพอันดี และเผาผลาญแคลอลีในสวนสาธารณะ จำกัดการใช้เวลาอยู่นิ่ง เช่น จำกัดเวลาเล่นเกมคอมพิวเตอร์ เด็กจะได้ตัดสินใจออกไปข้างนอก การศึกษาพบว่าเด็กที่เล่นคอมพิวเตอร์และดูทีวีน้อยกว่าเด็กที่ใช้เวลามาก การทำให้ลูกผอมไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ถ้าคุณคอยกระตุ้นลูกเข้าใว้ จะได้หมดยุคสมัยเด็กติดหนึบกับทีวีไปซะที
posted on 13 Nov 2009 09:55 by mzhealthy in Diet
20 ไอเดียง่ายๆ ช่วยคุณเผาผลาญแคลอรี ลดความอ้วนให้ได้ผล ก็ต้องออกกำลังกายตามโปรแกรม รับประทานอาหารอย่างระวัง แต่สำหรับสาวๆ ที่ไม่ค่อยจะมีเวลามากนัก เพราะชีวิตยังมีสิ่งอื่นที่ต้องทำมากมาย เราสามารถช่วยคุณได้ เพียงแค่ท่องจำให้แม่นตลอดเวลาว่าคุณต้องการมีหุ่นที่ดีทุกครั้งไม่ว่าคุณจะ ทำอะไร 20 อย่างต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่คุณอาจได้ทำเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ทำแล้วให้ผลในเรื่องของการลดน้ำหนักไปในตัว
1. อย่าปล่อยให้ปริมาณอาหารกำหนดการกินของคุณ เพราะปริมาณอาหารไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายต้องการ ทุกมื้ออาหารควรทานให้อิ่มพอดีๆ อย่าให้ถึงกับรู้สึกอึดอัด และไม่ต้องเสียดายอาหารที่เหลือในจาน แต่ให้คิดเสียว่าอาหารที่เหลือต่อวัน คือแคลอรีที่คุณสามารถลดได้
2. หาน้ำดื่มทุกครั้งก่อนที่คุณจะหาขนมนมเนยเข้าปาก ถ้าทำได้ วิธีนี้จะช่วยคุณได้มากทีเดียว ทั้งลดความอ้วนและประหยัดค่าขนมไปในตัวด้วย
3.กฎเหล็ก ของการลดความอ้วนคือ การตัด ABC ออก A หมายถึง Alcohol (แอลกอฮอร์), B หมายถึง Bread (ขนมปัง) และ C carbohydrates (คาร์โบไฮเดรต)
4. ปล่อยให้ตู้เย็นโล่งสะอาดตา โดยหาเพียงสิ่งที่ทานแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย หรือทานแล้วช่วยให้คุณดูสวยขึ้น เช่น หาผลไม้หรือน้ำผลไม้ประดับตู้เย็นแทนขนมเค๊ก นมพร่องไขมันเนย และน้ำแร่แช่แทนน้ำอัดลม และที่สำคัญ ควรหาภาพนางแบบหุ่นดีๆ ใส่เสื้อผ้าโชว์สัดส่วนโค้งเว้า มาติดตู้เย็นแทนแม่เหล็กที่แถมจากร้านอาหาร
5.ทานอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะอาหารเช้าสามารถช่วยให้คุณทานอาหารมื้ออื่นๆ ได้น้อยลง
6. เคยมีผลวิจัยบอกว่า การได้ฟังดนตรีเพลงโปรด (ต้องเพลงช้าๆ นะ) นั้นเปรียบเสมือนได้รับประทานอาหารรสเยี่ยม ทีนี้เมื่อคุณเกิดอาการอยากอาหาร ให้ลองเปลี่ยนมาฟังเพลงเพราะแทน
7. เตือนความจำตัวเองด้วยการนำชุดตัวเก่งที่คุณใส่ได้เมื่อครั้งยังผอม แขวนในตู้เสื้อผ้าที่คุณสามารถเห็นได้ชัดทุกวัน เพื่อเตือนความจำให้คุณอยากกลับมาใส่ชุดนี้อีกครั้ง
8.เมื่ออยู่ห้องแอร์เย็นๆ ให้หาน้ำขิงหรือชาเขียวดื่มแทน กาแฟ กาแฟหนึ่งถ้วย เปรียบเสมือนทานข้าวไปสองจาน น่าตกใจไหมล่ะ
9. นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่และเต็มตา เพราะผู้หญิงเรา หากได้นอนหลับเพียงพอ ร่างกายจะสามารถเพิ่มระบบเผาผลาญได้มากขึ้นจากปกติถึง 40% เชียวนะ
10. ก่อนเข้าซุปเปอร์มาเก็ตทุกครั้ง ควรจดรายการที่ต้องการ และซื้อตามรายการที่จด แทนการเลือกซื้อแบบตามใจฉันจะนึกออก ณ ตอนนั้น หากตั้งใจช้อปของไม่มาก แนะนำให้ถือตระกร้าแทนรถเข็น เพราะนอกจากจะช่วยให้คุณได้ออกแรงแล้ว ยังช่วยไม่ให้คุณเลือกซื้อของเกินรายการที่ต้องการอีกด้วย
11. หลีกเลี่ยงการอยู่หรือทำงานในเวลากลางคืน เนื่องจาก แสงของยามค่ำคืนและการนอนดึกจะยิ่งทำให้คุณอยากทานของจุกจิก หรือหิวระหว่างคืนได้ แต่หากคุณต้องการดูหนังในเวลากลางก็สามารถทำได้ด้วยการเปิดไฟดวงน้อย เมื่อหนังจบก็สามารถดับไฟนอนได้เลย
12.เปลี่ยนขนมจุกจิกเป็นลูกอม เพราะลูกอมมีแคลอรีเพียง 20 แคลอรี และสามารถช่วยให้คุณหายหิวได้ถึง 20 นาที
13.เติมความสดชื่นด้วยชาเขียว เพราะชาเขียวสามารถทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น ควรหาชาเขียวมาดื่มร้อนๆ สักสามถ้วยต่อวัน
14. ทำเรื่องกินให้เป็นเรื่องใหญ่ โดยไม่ทานอาหารในขณะที่กำลังทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ดูทีวี อ่านหนังสือ หรือเล่นอินเทอร์เน็ต หากต้องการกิน ก็ควรนั่งกินบนโต๊ะอาหารอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
15. หาเวลาสัก 20 นาทีต่อวัน สำหรับการเดินเล่น ชมสวน หรือนั่งเล่นท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ วิธีนอกจากจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์แล้ว ยังช่วยเผาผลาญแคลอรีต่อวันได้อีกด้วย
16. ฝึกที่จะใช้บันไดแทนลิฟ หากคุณทำงานหรือเรียนอยู่บนชั้นสูงๆ ให้ขึ้นลิฟไปถึงก่อนชั้นทำงานหรือชั้นเรียนอย่างน้อย 2 ชั้นที่เหลือให้ใช้บันไดแทน
17. ปลดปล่อยอารมณ์ให้สุดเหวี่ยงขณะขับรถ โดยการฟังเพลงแดนซ์เพลงโปรดของคุณ ร้องออกมาดังๆ แล้วขยับร่างกายตามจังหวะเพลง ไม่ต้องไปสนใจใครหรอก โดยเฉพาะหากรถยังแล่นอยู่
18. ยุ่งนัก หาเวลาออกกำลังไม่ได้ ให้หาถุงเท้าสบายๆ แล้วใส่อยู่บ้านแล้วโลดแล่นให้ทั่วพื้นบ้าน จินตนาการว่ากำลังเล่นสเก็ตอยู่ เพียง 10 นาทีก็ช่วยคุณเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 150 แคลอรีเชียวนะ
19.หาวีดีโอหรือวีซีดีออกกำลังกายสักหนึ่งชุด แล้วเปลี่ยนห้องของคุณให้กลายเป็นเฮ็ลท์คลับส่วนตัว เปิดแอร์ได้ไม่ว่ากันค่ะ
20.เปลี่ยนนิสัยขี้เกียจ แล้วเริ่มหัดทำงานบ้านเสียบ้าง เพราะทุกสิ่งที่คุณทำล้วนเปรียบเสมือนได้ออกกำลังกายและเผาผลาญแคลอรีในตัว
ขอขอบคุณข้อมูล จาก
http://www.geocities.com/dodee999
posted on 07 Nov 2009 21:15 by mzhealthy in Diet
การประเมินความอ้วน
การจะประเมินว่าอ้วนหรือไม่เรามิได้ประเมินจากการดูด้วยสายตาอย่างเดียวแต่จะประเมินจากดัชนีมวลกาย ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในร่างกาย มีวิธีการประเมินง่ายๆแต่ได้ผลดีได้แก่
- ดัชนีมวลกาย BMI [body mass index]
- วัดเส้นรอบเอว Waist circumference
ดัชนีมวลกาย BMI [body mass index]
การวัดปริมาณไขมันในร่างกายเป็นเรื่องที่ต้องใช้เครื่องมือในการวัด จึงใช้ดัชนีมวลกายมาวัด ค่าที่ได้มีความแม่นยำพอสมควรและสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในร่างกาย วิธีวัดก็สะดวก
|
การคำนวณดัชนีมวลกาย
|
|
ดัชนีมวลกาย =น้ำหนัก(กก)
ส่วนสูง(ม)²
|
|
ตัวอย่างการคำนวณ
|
|
ส่วนสูง 170ซม.น้ำหนัก 85 กก.
- น้ำหนักตั้ง 85 กก.
- ส่วนสูง*ส่านสูง = 1.70*1.70=2.89
- ดัชนีมวลกาย= 85/2.89=29.41 กก/ตารางเมตร
|
BMI สามารถวัดได้ง่ายโดยวัดส่วนสูงและน้ำหนักและคำนวณตามตาราง หรืออาจจะหาดัชนีมวลกายได้จากตารางโดยใช้น้ำหนักและส่วนสูงค่านี้จะมีความสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในร่างกาย หรือจากการคำนวณ ข้อระวัง BMI ใช้ประเมินปริมาณไขมันในผู้ที่มีกล้ามมากๆไม่ได้ และประเมินในผู้ที่กล้ามเนื้อลีบจากสูงอายุไม่ได้ จากค่าดัชนีมวลกาย ท่านสามารถใช้ตารางข้างล่างประเมินความรุนแรงหรือระดับของความอ้วน
ตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีมวลกาย ระดับความอ้วน และภาวะเสี่ยงสำหรับประเทศทางยุโรป (WHO 1998)
|
|
|
ภาวะเสี่ยงต่อโรค
เส้นรอบเอว
|
|
|
BMI
กก/ตารางเมตร
|
Obesity class
ระดับความอ้วน
|
ภาวะเสี่ยงต่อโรค |
ชาย<40นิ้ว
หญิง<35นิ้ว
|
ชาย>40 นิ้ว
หญิง>35 นิ้ว
|
|
น้ำหนักน้อย
|
<18.5
|
|
ต่ำ |
---
|
---
|
|
น้ำหนักปกติ
|
18.5-24.9
|
|
เท่าคนปกติ |
---
|
---
|
|
น้ำหนักเกิน
|
25-29.9
|
|
เพิ่ม |
เพิ่ม
|
สูง
|
|
โรคอ้วน
|
30-34.9
35-39.9
|
1
2
|
เพิ่มปานกลาง
เพิ่มมาก
|
สูง
สูงมาก
|
สูงมาก
สูงมาก
|
|
อ้วนมาก
|
>40
|
3
|
อยู่ในช่วงอันตราย |
สูงมากๆๆ
|
สูงมากๆๆ
|
ภาวะเสี่ยงต่อโรคหมายถึงภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่สอง ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันในเลือดสูง
ผู้ป่วยที่มีเส้นรอบเอวมากแม้ว่า BMI จะปกติก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเช่นกัน
จะเห็นได้ว่าท่านที่มีดัชนีมวลกายตั้ง25 ขึ้นไปโดยเฉพาะมีเส้นรอบเอวมากว่า 40นิ้วในชาย 35 นิ้วในหญิงจะต้องเริ่มรักษาอย่างจริงจัง
สำหรับชาวเอเชียไม่สามารถใช้ตัวเลขดังกล่าวได้เนื่องจากผลของการวิจัยพบว่าหากดัชนีมวลกายมากกว่า 23 กก/ตารางเมตร ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย จะเกิดอุบัติการณ์ของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงดังนั้นจึงกำหนดว่า หากดัชนีมวลกายมากกว่า 23 จะถือว่าอ้วน นอกจากนั้นการวัดเส้นรอบเอวก็ไม่สามารถใช้มาตรฐานของฝรั่งเนื่องจากโครงสร้างต่างกัน จึงมีการวิจัยพบว่าเส้นรอบเอวที่เหมาะสมสำหรับคนเอเซียคือ 90 ซม.สำหรับผู้ชาย 80 ซม.สำหรับผู้หญิงดังตารางที่แสดง
ตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีมวลกาย ระดับความอ้วน และภาวะเสี่ยงสำหรับประเทศทางเอเชีย
|
|
|
ภาวะเสี่ยงต่อโรค
เส้นรอบเอว
|
|
|
BMI
กก/ตารางเมตร
|
Obesity class
ระดับความอ้วน
|
ภาวะเสี่ยงต่อโรค |
ชาย<90 ซม.
หญิง<80 ซม.
|
ชาย>90 ซม
หญิง>80 ซม.
|
|
น้ำหนักน้อย
|
<18.5
|
|
ต่ำ |
---
|
---
|
|
น้ำหนักปกติ
|
18.5-22.9
|
|
เท่าคนปกติ |
---
|
---
|
|
น้ำหนักเกิน
|
23-24.9
|
|
เพิ่ม |
เพิ่ม
|
สูง
|
|
โรคอ้วน
|
25-29.9
|
1
|
เพิ่มมาก |
สูง
|
สูงมาก
|
|
อ้วนมาก
|
>30
|
2
|
อยู่ในช่วงอันตราย |
สูงมากๆๆ
|
สูงมากๆๆ
|
วัดเส้นรอบเอว Waist circumference
|
ค่ารอบเอวที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
|
สำหรับคนเอเซีย |
- ชาย >40 นิ้วหรือ 102ซม.
- หญิง > 35 นิ้วหรือ 88 ซม.
|
|
การวัดเส้นรอบเอวจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในอวัยวะภายในช่องท้อง หากมีไขมันช่องท้องมากจะพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่าไขมันที่อยู่ตามแขนหรือขา ผู้ที่มีดัชนีมวลกายเกินแต่เส้นรอบเอวไม่เกินกลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อโรคไม่มาก
วิธีการวัดเส้นรอบเอว
การวัดต้องวัดท่ายืน เท้าแยกจากกัน 25-30 ซม.วัดรอบเอวระดับกึ่งกลางกระดูกสะโพกส่วนบนสุดและขอบล่างของกระดูกซี่โครงให้ขนานกับพื้นผู้วัดต้องนั่งข้างๆ และต้องวัดขณะหายใจออกเท่านั้น ส่วนสะโพกให้วัดบริเวณส่วนที่ก้นยื่นออกมามากที่สุด
หลังที่คุณผู้อ่านได้ค่า ดัชนีมวลกาย BMI และเส้นรอบเอว Waist circumference หลังจากที่คุณทราบระดับดัชนีมวลกายและเส้นรอบวงเอวแล้วคุณอยากทราบหรือยังว่าจะต้องรักษาหรือไม่
ขอบคุณข้อมูลจาก
posted on 07 Nov 2009 15:15 by mzhealthy in Healthy
โรคอ้วนคืออะไร
ร่างกายของเราจะมีไขมันไว้เพื่อสำรองเป็นอาหาร ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
เป็นเบาะกันกระแทกหากมีมากเกินไปคือโรคอ้วน ปกติผู้หญิงจะมีปริมาณไขมันประมาณ 25-30% ส่วนผู้ชายจะมี 18-23 %ถ้าหากผู้หญิงมีมากกว่า 30% ชายมีมากกว่า 25%จะถือว่าโรคอ้วน โรคอ้วนหมายถึงมีปริมาณไขมันมากกว่าปกติ โรคอ้วนมิได้หมายถึงการมีน้ำหนักมากอย่างเดียว
โรคอ้วนที่มีผลร้ายต่อสุขภาพมีอยู่ 3 ประเภทได้แก่
อ้วนทั้งตัว ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีไขมันทั้งร่างกายมากกว่าปกติโดยไขมันที่เพิ่มมิได้จำกัดอยู่ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง
โรคอ้วนลงพุง[ abdominal obesity] ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีไขมันในอวัยวะภายในช่องท้องมากกว่าปกติ และอาจจะมีไขมันใต้ผิวหนังหน้าท้องเพิ่มขึ้นด้วย
โรคอ้วนลงพุ่งร่วมกับอ้วนทั้งตัว มีไขมันมากทั้งตัวและอวัยวะภายในช่องท้อง
การวัดปริมาณไขมันในร่างกาย
การวัดปริมาณไขมันในร่างกายไม่ใช่เรื่องง่าย โดยมากมักจะทำในห้องปฏิบัติการณ์เพื่อการวิจัย
การชั่งน้ำหนักในน้ำแล้วนำมาคำนวนหาปริมาณไขมันและปริมาณกล้ามเนื้อเป็นวิธีที่มีความแม่นยำ แต่ก็ทำในห้องปฎิบัติการณ์เท่านั้น
BOD POD เป็นการตรวจโดยเครื่อง x-ray รูปไข่ เครื่องจะคำนวณหาปริมาณกล้ามเนื้อ ไขมันจากความเข้มของเนื้อเยื่อ
DEXA: Dual-energy X-ray absorptiometry (DEXA) เป็นการใช้ x-ray หาปริมาณไขมัน
นอกจากนั้นก็มีวิธีหาปริมาณไขมันได้อีกหลายอย่าง
ใช้ calipers วัดความหนาของไขมันชั้นใต้ผิวหนัง อาจจะวัดที่ท้องแขนเป็นต้น
Bioelectric impedance analysis โดยการใช้ไฟฟ้าผ่านเข้าไปในร่างกายแล้วคำนวณออกมา
การใช้ตารางหนักและส่วนสูง
การคำนวณดัชนีมวลกาย
การวัดเส้นรอบเอว
โรคอ้วนจำเป็นต้องรักษาหรือไม่
ก่อนหน้านี้คนอ้วนไม่ถือเป็นโรคอ้วนแต่ปัจจุบันจัดเป็นโรคอ้วนเนื่องจากก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ โรคอ้วนเป็นโรคเกิดจากสาเหตุหลายๆอย่างทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ผู้ที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วน้ำหนักก็จะขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน การรักษาโรคอ้วนได้เปลี่ยนไปจากอดีตที่นิยมให้ลดน้ำหนักเข้าสู่เกณฑ์ปกติอย่างรวดเร็วมาเป็นให้ลดน้ำหนักแบบค่อยๆเป็น โดยกำหนดเป้าหมายที่สามารถปฏิบัติได้ การลดน้ำหนักเพียงบางส่วนสามารถก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ การรักษาโรคอ้วนให้รักษาตลอดชีวิตเหมือนโรคเบาหวาน
ได้มีการศึกษาในประเทศไทยพบว่าผู้ที่เป็นโรคอ้วนจะมีระดับ ไขมัน cholesterol ,triglyceride LDL ระดับน้ำตาล ละความดันโลหิตสูงกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติ
ปัญหาของดัชนีมวลกายที่จะนำมาใช้อ้างอิงว่าอ้วนหรือไม่คงจะใช้ตัวเลขเดียวกันทั่วโลกไม่ได้ ฝรั่งจะมีโครงสร้างใหญ่กว่าชาวเอเชีย ดัชนีมวลกายของฝรั่งจึงจะค่อนข้างสูงกล่าวคือจะถือว่าน้ำหนักเกินเมื่อดัชนีมวลกายมากกว่า 25 กก/ตารางเมตร ส่วนชาวเอเชียเราจะถือว่าน้ำหนักเกินคือดัชนีมวลกายมากกว่า 23 กก/ตารางเมตร เนื่องจากเมื่อดัชนีมวลกายเกินค่าดังกล่าวจะมีอุบัติการณ์ของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงจะเห็นว่าคนอ้วนมีโอกาสที่จะเกิดโรคมากมาย และผลดีของการลดน้ำหนักสามารถลดอัตราการเกิดโรคได้หลายชนิด และลด อัตราการตายได้ สมควรถึงเวลาที่จะหยุดความอ้วน
ขอบคุณข้อมูลจาก