สาเหตุของความอ้วน

posted on 14 Nov 2009 02:00 by mzhealthy  in Diet
  รอบตัวเด็กสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กสมัยนี้มีปัญหาโรคอ้วน             

               สอนนิสัยไม่ดี 
โรงเรียนมีบทบาทสำคัญเรื่องปัญหาน้ำหนัก เพราะไม่เน้นเรื่องการออกำลังกายมากเหมื่อนเมื่อก่อน และนักเรียนทำแต่กิจกรรมในร่ม เช่น คอมพิวเตอร์ ปัญหาอาชญากร ทำให้พ่อแม่ไม่ให้ลูกไปเล่นที่ปาร์ค ซึ่งสมัยก่อนถือว่าเป็นกิจกรรมปลอดภัยสูง ครอบครัวสมัยใหม่ให้ลูกกินขนมกรุบกรอบ กับขนมหวานเป็นอาหารเช้าก่อนเข้าเรียน พ่อแม่หลายคนไม่มีเวลาทำกับข้าวให้ลูก ได้กินแต่ของสำเร็จรูป หรือให้เลือกเองตามใจ แน่นอนว่าเด็กย่อมไม่รู้อะไรดีไม่ดี นอกจากสิ่งที่เลือกชอบใว้ก่อน
               
               ทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี 
ทั้งครอบครัวต้องทำการเปลี่ยนแปลงพ่อแม่ต้องทำตนเป็นตัวอย่างที่ดีเพราะเด็กไม่ทำอะไรที่พ่อแม่ไม่ทำ ต้องหาเวลานั่งโต๊ะกินข้าวเช้ากันเป็นเรื่องเป็นราว มูลนิธิโภชนาการอาหารอังกฤษแนะให้เด็กกินผักวันละ 5 ส่วน ซึ่งไม่รวมมันฝรั่ง เด็กวัย 10 ขวบมักกินชิปเป็นอาหารหลัก หลายคนไม่กินผักเพราะพ่อแม่ตามใจ นั่นก็คือครอบครัวต้องกินผักให้หมดจาน เด็กไม่ชอบผักเพราะถูกบังคับ แต่ถ้าคุณตักผักให้ลูกแล้วเอ่ยปากชม เมื่อลูกกินก็ถือว่าเป็นกำลังใจที่ดี 

               มาตราการพิเศษ 
ในอนาคตเด็กอ้วนมีความเสี่ยงเรื่องสุขภาพ เช่น เบาหวานและโรคหัวใจ การไม่ได้รับวิตามินอย่างเพียงพอส่งผลถึงโรคกระดูกพรุน เด็กอ้วนมักมีปัญหาส่วนตัว ตรงโดนเพื่อนแกล้งและล้อเลียน 
               
              ทำตนให้กระปรี้กระเปร่าเข้าใว้  การป้องกันย่อมดีกว่าแก้ พ่อแม่ต้องกระปรีกระเปร่าร่วมกับลูก หนุนให้ลูกกินเพื่อสุขภาพอันดี และเผาผลาญแคลอลีในสวนสาธารณะ จำกัดการใช้เวลาอยู่นิ่ง เช่น จำกัดเวลาเล่นเกมคอมพิวเตอร์ เด็กจะได้ตัดสินใจออกไปข้างนอก การศึกษาพบว่าเด็กที่เล่นคอมพิวเตอร์และดูทีวีน้อยกว่าเด็กที่ใช้เวลามาก การทำให้ลูกผอมไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ถ้าคุณคอยกระตุ้นลูกเข้าใว้ จะได้หมดยุคสมัยเด็กติดหนึบกับทีวีไปซะที

20 ไอเดียง่ายๆ ช่วยคุณเผาผลาญแคลอรี ลดความอ้วนให้ได้ผล ก็ต้องออกกำลังกายตามโปรแกรม รับประทานอาหารอย่างระวัง แต่สำหรับสาวๆ ที่ไม่ค่อยจะมีเวลามากนัก เพราะชีวิตยังมีสิ่งอื่นที่ต้องทำมากมาย เราสามารถช่วยคุณได้ เพียงแค่ท่องจำให้แม่นตลอดเวลาว่าคุณต้องการมีหุ่นที่ดีทุกครั้งไม่ว่าคุณจะ ทำอะไร 20 อย่างต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่คุณอาจได้ทำเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ทำแล้วให้ผลในเรื่องของการลดน้ำหนักไปในตัว

1. อย่าปล่อยให้ปริมาณอาหารกำหนดการกินของคุณ เพราะปริมาณอาหารไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายต้องการ ทุกมื้ออาหารควรทานให้อิ่มพอดีๆ อย่าให้ถึงกับรู้สึกอึดอัด และไม่ต้องเสียดายอาหารที่เหลือในจาน แต่ให้คิดเสียว่าอาหารที่เหลือต่อวัน คือแคลอรีที่คุณสามารถลดได้

2. หาน้ำดื่มทุกครั้งก่อนที่คุณจะหาขนมนมเนยเข้าปาก ถ้าทำได้ วิธีนี้จะช่วยคุณได้มากทีเดียว ทั้งลดความอ้วนและประหยัดค่าขนมไปในตัวด้วย

3.กฎเหล็ก ของการลดความอ้วนคือ การตัด ABC ออก A หมายถึง Alcohol (แอลกอฮอร์), B หมายถึง Bread (ขนมปัง) และ C carbohydrates (คาร์โบไฮเดรต)

4. ปล่อยให้ตู้เย็นโล่งสะอาดตา โดยหาเพียงสิ่งที่ทานแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย หรือทานแล้วช่วยให้คุณดูสวยขึ้น เช่น หาผลไม้หรือน้ำผลไม้ประดับตู้เย็นแทนขนมเค๊ก นมพร่องไขมันเนย และน้ำแร่แช่แทนน้ำอัดลม และที่สำคัญ ควรหาภาพนางแบบหุ่นดีๆ ใส่เสื้อผ้าโชว์สัดส่วนโค้งเว้า มาติดตู้เย็นแทนแม่เหล็กที่แถมจากร้านอาหาร

5.ทานอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะอาหารเช้าสามารถช่วยให้คุณทานอาหารมื้ออื่นๆ ได้น้อยลง

6. เคยมีผลวิจัยบอกว่า การได้ฟังดนตรีเพลงโปรด (ต้องเพลงช้าๆ นะ) นั้นเปรียบเสมือนได้รับประทานอาหารรสเยี่ยม ทีนี้เมื่อคุณเกิดอาการอยากอาหาร ให้ลองเปลี่ยนมาฟังเพลงเพราะแทน

7. เตือนความจำตัวเองด้วยการนำชุดตัวเก่งที่คุณใส่ได้เมื่อครั้งยังผอม แขวนในตู้เสื้อผ้าที่คุณสามารถเห็นได้ชัดทุกวัน เพื่อเตือนความจำให้คุณอยากกลับมาใส่ชุดนี้อีกครั้ง

8.เมื่ออยู่ห้องแอร์เย็นๆ ให้หาน้ำขิงหรือชาเขียวดื่มแทน กาแฟ กาแฟหนึ่งถ้วย เปรียบเสมือนทานข้าวไปสองจาน น่าตกใจไหมล่ะ

9. นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่และเต็มตา เพราะผู้หญิงเรา หากได้นอนหลับเพียงพอ ร่างกายจะสามารถเพิ่มระบบเผาผลาญได้มากขึ้นจากปกติถึง 40% เชียวนะ

10. ก่อนเข้าซุปเปอร์มาเก็ตทุกครั้ง ควรจดรายการที่ต้องการ และซื้อตามรายการที่จด แทนการเลือกซื้อแบบตามใจฉันจะนึกออก ณ ตอนนั้น หากตั้งใจช้อปของไม่มาก แนะนำให้ถือตระกร้าแทนรถเข็น เพราะนอกจากจะช่วยให้คุณได้ออกแรงแล้ว ยังช่วยไม่ให้คุณเลือกซื้อของเกินรายการที่ต้องการอีกด้วย

11. หลีกเลี่ยงการอยู่หรือทำงานในเวลากลางคืน เนื่องจาก แสงของยามค่ำคืนและการนอนดึกจะยิ่งทำให้คุณอยากทานของจุกจิก หรือหิวระหว่างคืนได้ แต่หากคุณต้องการดูหนังในเวลากลางก็สามารถทำได้ด้วยการเปิดไฟดวงน้อย เมื่อหนังจบก็สามารถดับไฟนอนได้เลย

12.เปลี่ยนขนมจุกจิกเป็นลูกอม เพราะลูกอมมีแคลอรีเพียง 20 แคลอรี และสามารถช่วยให้คุณหายหิวได้ถึง 20 นาที

13.เติมความสดชื่นด้วยชาเขียว เพราะชาเขียวสามารถทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น ควรหาชาเขียวมาดื่มร้อนๆ สักสามถ้วยต่อวัน

14. ทำเรื่องกินให้เป็นเรื่องใหญ่ โดยไม่ทานอาหารในขณะที่กำลังทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ดูทีวี อ่านหนังสือ หรือเล่นอินเทอร์เน็ต หากต้องการกิน ก็ควรนั่งกินบนโต๊ะอาหารอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

15. หาเวลาสัก 20 นาทีต่อวัน สำหรับการเดินเล่น ชมสวน หรือนั่งเล่นท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ วิธีนอกจากจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์แล้ว ยังช่วยเผาผลาญแคลอรีต่อวันได้อีกด้วย

16. ฝึกที่จะใช้บันไดแทนลิฟ หากคุณทำงานหรือเรียนอยู่บนชั้นสูงๆ ให้ขึ้นลิฟไปถึงก่อนชั้นทำงานหรือชั้นเรียนอย่างน้อย 2 ชั้นที่เหลือให้ใช้บันไดแทน

17. ปลดปล่อยอารมณ์ให้สุดเหวี่ยงขณะขับรถ โดยการฟังเพลงแดนซ์เพลงโปรดของคุณ ร้องออกมาดังๆ แล้วขยับร่างกายตามจังหวะเพลง ไม่ต้องไปสนใจใครหรอก โดยเฉพาะหากรถยังแล่นอยู่

18. ยุ่งนัก หาเวลาออกกำลังไม่ได้ ให้หาถุงเท้าสบายๆ แล้วใส่อยู่บ้านแล้วโลดแล่นให้ทั่วพื้นบ้าน จินตนาการว่ากำลังเล่นสเก็ตอยู่ เพียง 10 นาทีก็ช่วยคุณเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 150 แคลอรีเชียวนะ

19.หาวีดีโอหรือวีซีดีออกกำลังกายสักหนึ่งชุด แล้วเปลี่ยนห้องของคุณให้กลายเป็นเฮ็ลท์คลับส่วนตัว เปิดแอร์ได้ไม่ว่ากันค่ะ

20.เปลี่ยนนิสัยขี้เกียจ แล้วเริ่มหัดทำงานบ้านเสียบ้าง เพราะทุกสิ่งที่คุณทำล้วนเปรียบเสมือนได้ออกกำลังกายและเผาผลาญแคลอรีในตัว

ขอขอบคุณข้อมูล จาก
http://www.geocities.com/dodee999

การประเมินความอ้วน

posted on 07 Nov 2009 21:15 by mzhealthy  in Diet

การประเมินความอ้วน

การจะประเมินว่าอ้วนหรือไม่เรามิได้ประเมินจากการดูด้วยสายตาอย่างเดียวแต่จะประเมินจากดัชนีมวลกาย ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในร่างกาย มีวิธีการประเมินง่ายๆแต่ได้ผลดีได้แก่

  1. ดัชนีมวลกาย BMI [body mass index]
  2. วัดเส้นรอบเอว Waist circumference 

ดัชนีมวลกาย BMI [body mass index]

การวัดปริมาณไขมันในร่างกายเป็นเรื่องที่ต้องใช้เครื่องมือในการวัด จึงใช้ดัชนีมวลกายมาวัด ค่าที่ได้มีความแม่นยำพอสมควรและสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในร่างกาย วิธีวัดก็สะดวก

การคำนวณดัชนีมวลกาย

ดัชนีมวลกาย =น้ำหนัก(กก)
                     ส่วนสูง(ม)²

ตัวอย่างการคำนวณ

ส่วนสูง 170ซม.น้ำหนัก 85 กก.

  1. น้ำหนักตั้ง   85 กก.
  2. ส่วนสูง*ส่านสูง = 1.70*1.70=2.89
  3. ดัชนีมวลกาย= 85/2.89=29.41 กก/ตารางเมตร

BMI สามารถวัดได้ง่ายโดยวัดส่วนสูงและน้ำหนักและคำนวณตามตาราง หรืออาจจะหาดัชนีมวลกายได้จากตารางโดยใช้น้ำหนักและส่วนสูงค่านี้จะมีความสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในร่างกาย หรือจากการคำนวณ ข้อระวัง BMI ใช้ประเมินปริมาณไขมันในผู้ที่มีกล้ามมากๆไม่ได้ และประเมินในผู้ที่กล้ามเนื้อลีบจากสูงอายุไม่ได้ จากค่าดัชนีมวลกาย ท่านสามารถใช้ตารางข้างล่างประเมินความรุนแรงหรือระดับของความอ้วน


ตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีมวลกาย ระดับความอ้วน และภาวะเสี่ยงสำหรับประเทศทางยุโรป (WHO 1998)

 

 

ภาวะเสี่ยงต่อโรค

เส้นรอบเอว

 

BMI

กก/ตารางเมตร

Obesity class

ระดับความอ้วน

ภาวะเสี่ยงต่อโรค

ชาย<40นิ้ว

หญิง<35นิ้ว

ชาย>40 นิ้ว

หญิง>35 นิ้ว

น้ำหนักน้อย

<18.5

 

ต่ำ

---

---

น้ำหนักปกติ

18.5-24.9

 

เท่าคนปกติ

---

---

น้ำหนักเกิน

25-29.9

 

เพิ่ม

เพิ่ม

สูง

โรคอ้วน

30-34.9

35-39.9

1

2

เพิ่มปานกลาง

เพิ่มมาก

สูง

สูงมาก

สูงมาก

สูงมาก

อ้วนมาก

>40

3

อยู่ในช่วงอันตราย

สูงมากๆๆ

สูงมากๆๆ

ภาวะเสี่ยงต่อโรคหมายถึงภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่สอง ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันในเลือดสูง 

ผู้ป่วยที่มีเส้นรอบเอวมากแม้ว่า BMI จะปกติก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเช่นกัน

จะเห็นได้ว่าท่านที่มีดัชนีมวลกายตั้ง25 ขึ้นไปโดยเฉพาะมีเส้นรอบเอวมากว่า 40นิ้วในชาย 35 นิ้วในหญิงจะต้องเริ่มรักษาอย่างจริงจัง

สำหรับชาวเอเชียไม่สามารถใช้ตัวเลขดังกล่าวได้เนื่องจากผลของการวิจัยพบว่าหากดัชนีมวลกายมากกว่า 23 กก/ตารางเมตร ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย จะเกิดอุบัติการณ์ของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงดังนั้นจึงกำหนดว่า หากดัชนีมวลกายมากกว่า 23 จะถือว่าอ้วน นอกจากนั้นการวัดเส้นรอบเอวก็ไม่สามารถใช้มาตรฐานของฝรั่งเนื่องจากโครงสร้างต่างกัน จึงมีการวิจัยพบว่าเส้นรอบเอวที่เหมาะสมสำหรับคนเอเซียคือ 90 ซม.สำหรับผู้ชาย 80 ซม.สำหรับผู้หญิงดังตารางที่แสดง

ตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีมวลกาย ระดับความอ้วน และภาวะเสี่ยงสำหรับประเทศทางเอเชีย

 

 

ภาวะเสี่ยงต่อโรค

เส้นรอบเอว

 

BMI

กก/ตารางเมตร

Obesity class

ระดับความอ้วน

ภาวะเสี่ยงต่อโรค

ชาย<90 ซม.

หญิง<80 ซม.

ชาย>90 ซม

หญิง>80 ซม.

น้ำหนักน้อย

<18.5

 

ต่ำ

---

---

น้ำหนักปกติ

18.5-22.9

 

เท่าคนปกติ

---

---

น้ำหนักเกิน

 23-24.9

 

เพิ่ม

เพิ่ม

สูง

โรคอ้วน

25-29.9

1

เพิ่มมาก

สูง

สูงมาก

อ้วนมาก

>30

2

อยู่ในช่วงอันตราย

สูงมากๆๆ

สูงมากๆๆ

วัดเส้นรอบเอว Waist circumference

ค่ารอบเอวที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค

สำหรับคนเอเซีย
  • ชาย >40 นิ้วหรือ 102ซม.
  • หญิง > 35 นิ้วหรือ 88 ซม.
  • ชาย >90 ซม
  • ญิง > 80 ซม.

การวัดเส้นรอบเอวจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณไขมันในอวัยวะภายในช่องท้อง หากมีไขมันช่องท้องมากจะพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่าไขมันที่อยู่ตามแขนหรือขา ผู้ที่มีดัชนีมวลกายเกินแต่เส้นรอบเอวไม่เกินกลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อโรคไม่มาก

วิธีการวัดเส้นรอบเอว

การวัดต้องวัดท่ายืน เท้าแยกจากกัน 25-30 ซม.วัดรอบเอวระดับกึ่งกลางกระดูกสะโพกส่วนบนสุดและขอบล่างของกระดูกซี่โครงให้ขนานกับพื้นผู้วัดต้องนั่งข้างๆ และต้องวัดขณะหายใจออกเท่านั้น ส่วนสะโพกให้วัดบริเวณส่วนที่ก้นยื่นออกมามากที่สุด

หลังที่คุณผู้อ่านได้ค่า ดัชนีมวลกาย BMI  และเส้นรอบเอว Waist circumference หลังจากที่คุณทราบระดับดัชนีมวลกายและเส้นรอบวงเอวแล้วคุณอยากทราบหรือยังว่าจะต้องรักษาหรือไม

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

 

โรคอ้วนหรืออ้วนลงพุง

posted on 07 Nov 2009 15:15 by mzhealthy  in Healthy

โรคอ้วนคืออะไร

ร่างกายของเราจะมีไขมันไว้เพื่อสำรองเป็นอาหาร ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
เป็นเบาะกันกระแทกหากมีมากเกินไปคือโรคอ้วน ปกติผู้หญิงจะมีปริมาณไขมันประมาณ 25-30% ส่วนผู้ชายจะมี 18-23 %ถ้าหากผู้หญิงมีมากกว่า 30% ชายมีมากกว่า 25%จะถือว่าโรคอ้วน โรคอ้วนหมายถึงมีปริมาณไขมันมากกว่าปกติ โรคอ้วนมิได้หมายถึงการมีน้ำหนักมากอย่างเดียว

โรคอ้วนที่มีผลร้ายต่อสุขภาพมีอยู่ 3 ประเภทได้แก่

อ้วนทั้งตัว ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีไขมันทั้งร่างกายมากกว่าปกติโดยไขมันที่เพิ่มมิได้จำกัดอยู่ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง
โรคอ้วนลงพุง[ abdominal obesity] ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีไขมันในอวัยวะภายในช่องท้องมากกว่าปกติ และอาจจะมีไขมันใต้ผิวหนังหน้าท้องเพิ่มขึ้นด้วย
โรคอ้วนลงพุ่งร่วมกับอ้วนทั้งตัว มีไขมันมากทั้งตัวและอวัยวะภายในช่องท้อง
การวัดปริมาณไขมันในร่างกาย

การวัดปริมาณไขมันในร่างกายไม่ใช่เรื่องง่าย โดยมากมักจะทำในห้องปฏิบัติการณ์เพื่อการวิจัย

การชั่งน้ำหนักในน้ำแล้วนำมาคำนวนหาปริมาณไขมันและปริมาณกล้ามเนื้อเป็นวิธีที่มีความแม่นยำ แต่ก็ทำในห้องปฎิบัติการณ์เท่านั้น
BOD POD เป็นการตรวจโดยเครื่อง x-ray รูปไข่ เครื่องจะคำนวณหาปริมาณกล้ามเนื้อ ไขมันจากความเข้มของเนื้อเยื่อ
DEXA: Dual-energy X-ray absorptiometry (DEXA) เป็นการใช้ x-ray หาปริมาณไขมัน


 

นอกจากนั้นก็มีวิธีหาปริมาณไขมันได้อีกหลายอย่าง

ใช้ calipers วัดความหนาของไขมันชั้นใต้ผิวหนัง อาจจะวัดที่ท้องแขนเป็นต้น
Bioelectric impedance analysis โดยการใช้ไฟฟ้าผ่านเข้าไปในร่างกายแล้วคำนวณออกมา
การใช้ตารางหนักและส่วนสูง
การคำนวณดัชนีมวลกาย
การวัดเส้นรอบเอว
โรคอ้วนจำเป็นต้องรักษาหรือไม่

ก่อนหน้านี้คนอ้วนไม่ถือเป็นโรคอ้วนแต่ปัจจุบันจัดเป็นโรคอ้วนเนื่องจากก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ โรคอ้วนเป็นโรคเกิดจากสาเหตุหลายๆอย่างทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ผู้ที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วน้ำหนักก็จะขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน การรักษาโรคอ้วนได้เปลี่ยนไปจากอดีตที่นิยมให้ลดน้ำหนักเข้าสู่เกณฑ์ปกติอย่างรวดเร็วมาเป็นให้ลดน้ำหนักแบบค่อยๆเป็น โดยกำหนดเป้าหมายที่สามารถปฏิบัติได้ การลดน้ำหนักเพียงบางส่วนสามารถก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ การรักษาโรคอ้วนให้รักษาตลอดชีวิตเหมือนโรคเบาหวาน

ได้มีการศึกษาในประเทศไทยพบว่าผู้ที่เป็นโรคอ้วนจะมีระดับ ไขมัน cholesterol ,triglyceride LDL ระดับน้ำตาล ละความดันโลหิตสูงกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติ

ปัญหาของดัชนีมวลกายที่จะนำมาใช้อ้างอิงว่าอ้วนหรือไม่คงจะใช้ตัวเลขเดียวกันทั่วโลกไม่ได้ ฝรั่งจะมีโครงสร้างใหญ่กว่าชาวเอเชีย ดัชนีมวลกายของฝรั่งจึงจะค่อนข้างสูงกล่าวคือจะถือว่าน้ำหนักเกินเมื่อดัชนีมวลกายมากกว่า 25 กก/ตารางเมตร ส่วนชาวเอเชียเราจะถือว่าน้ำหนักเกินคือดัชนีมวลกายมากกว่า 23 กก/ตารางเมตร เนื่องจากเมื่อดัชนีมวลกายเกินค่าดังกล่าวจะมีอุบัติการณ์ของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงจะเห็นว่าคนอ้วนมีโอกาสที่จะเกิดโรคมากมาย และผลดีของการลดน้ำหนักสามารถลดอัตราการเกิดโรคได้หลายชนิด และลด อัตราการตายได้ สมควรถึงเวลาที่จะหยุดความอ้วน

ขอบคุณข้อมูลจาก


 

อย่าเสี่ยง....ซื้อยาลดความอ้วนมากินเองอันตรายถึงชีวิต

 

 

อย่าเสี่ยง....ซื้อยาลดความอ้วนมากินเองอันตรายถึงชีวิต (อย.)

 

 

โดย ปภัสสร  ผลโพธิ์

จากที่มีการนำเสนอข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยครั้งว่า พบผู้เสียชีวิต ซึ่งคาดว่าอาจเกิดจากการรับประทานยาลดความอ้วนนั้น  อย. ในฐานะที่กำกับดูแลยาประเภทนี้จึงขอเตือนประชาชนผู้ที่ต้องการลดความอ้วนว่า การใช้ยาลดความอ้วนโดยซื้อยามารับประทานเองนั้นเป็นอันตรายเพราะยาลดความอ้วนกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ มีผลข้างเคียงสูง  อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ในปัจจุบันยาลดความอ้วนแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ยาที่ออกฤทธิ์ที่ทางเดินอาหารและยาที่ออกฤทธิ์ที่สมองส่วนกลาง ซึ่งยาทั้ง 2 ชนิด ช่วยให้น้ำหนักลดลง แต่ยาที่ออกฤทธิ์ที่สมองส่วนกลางอาจมีผลข้างเคียงอันตรายถึงแก่ชีวิต จึงทำให้ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์  นอกจากนี้ยังพบว่ามีการลักลอบจำหน่ายยาชุดที่มีการนำไปใช้ลดน้ำหนัก  โดยจัดเป็นชุดให้รับประทานเหมือนกันในแต่ละวัน ซึ่งประกอบด้วยยาประมาณ  1-5  รายการ  อาทิ  (1)ยาลดความอยากอาหาร  เช่น  เฟนเตอมีน และแอมฟีพราโมน  ซึ่งเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท, (2)ยาระบาย, (3)ยาขับปัสสาวะ, (4)ยาลดการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหาร  ซึ่งยานี้ไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก แต่ใช้เพื่อลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากยาลดความอยากอาหารทำให้ไม่หิว การที่ร่างกายไม่ได้รับอาหารแต่ยังมีกรดหลั่งเพื่อย่อยอาหาร อาจเป็นเหตุให้เกิดโรคกระเพาะ จึงให้ยานี้เพื่อลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร,(5)ยาไทรอยด์ฮอร์โมน  เป็นยาที่รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำกว่าปกติ  เป็นยาที่เพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย  น้ำหนักจึงลดอย่างรวดเร็ว  แต่น้ำหนักที่ลดลงเป็นน้ำหนักที่เกิดจากมวลรวมของร่างกายแทนที่จะเป็นไขมัน 

ดังนั้น  ยานี้จึงส่งผลข้างเคียงสูงมาก  และยังเป็นอันตรายต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย, (6)ยาลดอัตราการเต้นของหัวใจ  เช่น  โพรพราโนลอล  ยากลุ่มนี้ปกติใช้ในการรักษาความดันโลหิตสูง  และการเต้นของหัวใจผิดจังหวะ  การให้ร่วมกับยาชุดเนื่องจากยาจะลดอาการใจสั่นที่เกิดจากยาลดความอยากอาหาร, (7)ยานอนหลับ  หรือยาที่มีฤทธิ์ข้างเคียงให้ง่วงนอน  เนื่องจากยาลดความอยากอาหารอาจทำให้นอนไม่หลับจึงทำให้มีการจ่ายยานี้ร่วมด้วย  ยานอนหลับที่จัดเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท  เช่น  ไดอาซีแพม มีผลข้างเคียง  เช่น ง่วงซึม  กดอาการหายใจ  ความดันต่ำ  จะเห็นได้ว่ายาชุดดังกล่าวประกอบด้วยยาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ยาลดน้ำหนักโดยตรง  แต่เป็นยารักษาโรคอื่นที่นำมาใช้มาเพื่อลดผลข้างเคียงจากการใช้ยา  สุดท้ายอาจทำให้ได้รับอันตรายจากผลข้างเคียงมากมาย 

           ดังนั้นการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง  คือ  ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง  ด้วยการควบคุมอาหาร  การออกกำลังกาย  พักผ่อนในสัดส่วนที่เหมาะสม  เพราะการใช้ยาลดความอ้วนไม่สามารถทำให้หายจากโรคอ้วน  เมื่อหยุดยาน้ำหนักก็จะกลับขึ้นมาได้อีก (yo-yo effect)  ฉะนั้นก่อนการใช้ยาควรต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ เนื่องจากยาดังกล่าวเป็นยารักษาโรคอ้วนในระยะยาว  ซึ่งมีความเสี่ยงในการได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยา  อีกทั้งผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ  โรคหลอดเลือด จะมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากการใช้ยาดังกล่าวนี้มากขึ้น

           ท้ายที่สุดนี้  อย.  ขอเตือนร้านขายยามิให้กระทำผิดกฎหมายโดยเฉพาะการขายวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท  เช่น  ยาเฟนเตอมีน  เพราะอาจเกิดผลร้ายต่อผู้บริโภค  หาก อย. พบเห็นการกระทำดังกล่าวจะดำเนินคดีตามกฎหมาย  อีกทั้งในส่วนของประชาชน อย่าซื้อยาลดความอ้วนมารับประทานเองเพราะจะเป็นอันตราย  และหากพบเห็นร้านขายยาที่กระทำผิดดังกล่าว หรือต้องการปรึกษาเรื่องการใช้ยาลดความอ้วน ก็สามารถโทรมาได้ที่สายด่วน อย.  1556  ได้ตลอด  24  ชั่วโมง  โทรศัพท์บ้านครั้งละ  3  บาท  ทั่วประเทศ    

 

 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

Categories